×

Warning

JFolder::create: Path not in open_basedir paths.

  • ประวัติสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ๒
  • his
  • เดิมชื่อ “สถานีตำรวจนครบาลสามแยก” แต่ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า “โรงพักสามแยก” ก่อตั้งมานานกว่า ๑๒๓ ปี เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๓ (รศ.๑๐๙)
  • พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้มีพระบรมราชโองการ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดตั้ง “กรมกองตระเวน” ตามความเห็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร กรมหมื่นนเรศวรวรฤทธิ์ (เสนาบดีกรมพระนครบาล) กรมกองตระเวน มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของ “โรงพักพลตระเวน” ที่ตั้งขึ้นใหม่ มีจำนวน ๖๔ โรงพัก ( ถือเป็นจุดกำเนินโรงพักครั้งแรกของประเทศไทย)
  • “โรงพักสามแยก” เป็นโรงพักลำดับที่ ๑๖ ตั้งอยู่สามแยกเจริญกรุงตัดกับถนนพระราม ๔ หรือ ถนนหัวลำโพงเดิม สถานีตำรวจนครบาลสามแยก ที่ทำการตำรวจเป็นทรงปั้นหยา ตอนกลาง ๒ ชั้น ชั้นบนมี ๒ ห้อง ชั้นล่าง มีฝากั้นเปิดตลอดถึงกัน มีห้องเจ้าพนักงานชั้นผู้ใหญ่ และห้องขังนักโทษตอนด้านเหนือ-ด้านใต้ ของเรือนใหญ่ มีหลังคายื่นออกไปเป็นรูปเรือนอีกด้านละห้อง ห้องแถวชั้นบน เสา ฝา พื้นไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องกั้น ๒๐ ห้อง ๑ หลัง สำหรับเป็นที่พักพลตำรวจ เรือนปั้นหยา ๒ ชั้น เสาไม้เต็งรัง ฝาพื้นไม้ตะแยก หลังคามุงสังกะสี ๔ ห้อง ๑ หลัง ตึกสำหรับเป็นที่พักรถสูบกองดับเพลิง เป็นตึก ๒ ชั้น หลังคาหล่อคอนกรีตเครื่องประกอบไม้สัก ๑ หลัง
  • หน้าที่หลัก คือ ปราบปรามโจรผู้ร้าย แต่มีงานของอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน งานภาษีอากร และงานควบคุมคนจีนไว้ด้วย เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น มีการแยกงานปกครองอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกไป คงเหลือไว้แต่งามปราบปรามโจรผู้ร้าย ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น งานปราบปรามโจรผู้ร้ายจึงถือว่าเป็นงานหลักของโรงพัก ต่อมามีการยุบรวมโรงพักเล็ก ๆ และเพิ่มโรงพักใหม่ขึ้น
  • “โรงพักสามแยก” ได้รับการคงไว้ และมีโรงพักข้างเคียงมายุบรวมด้วยอีก ๓ โรงพัก คือ
    • โรงพักที่ ๑๗ ตั้งอยู่ที่ข้างป้อมปิดปัจจนึก อยู่ฝังตะวันออกริมปากคลองผดุงกรุงเกษมด้านใต้ (ปัจจุบันเป็นที่ทำการเขตสัมพันธวงศ์)
    • โรงพักที่ ๒๗ ตั้งอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์
    • โรงพักที่ ๒๘ ตั้งอยู่ที่วัดปทุมคงคาในขณะนั้นสถานีตำรวจนครบาลสามแยก ยังได้ใช้เป็นที่ทำการของกองจัดยวดยาน ทางปีกซ้ายมีขนาดเล็กเต็มระเบียง และยังมีเจ้าหน้าที่ช่างของกองจัดยวดยาน ก็อาศัยต่อโรงสังกะสีอยู่ตรงที่ทำการนั้นอีก และต่อมาเมื่อตำรวจนครบาลมีตำรวจม้า ก็ใช้สถานที่ก่อสร้างด้านหลังติดกับถนนลำพูนไชย เป็นที่พักตำรวจม้าอยู่ในปกครอง ของสถานีตำรวจนครบาลสามแยกด้วย สถานีตำรวจนครบาลสามแยก สมัยนั้นเป็นที่ตั้งกองกับการรวมอยู่ด้วย และมีโรงพักในปกครอง คือ โรงพักป้อมปราบ ,โรงพักสระปทุม และโรงพักศาลาแดง มีพระยาพิเรนทร์ธิบดีสีหราชรองเมืองเป็นเจ้ากรม (เทียบผู้บังคับการ) ส่วนสารวัตรคนแรกของสถานีตำรวจนครบาลสามแยก เข้าในว่าเป็นพระยาอธิกรณ์ประกาศ (คนละท่านกับ พล.ต.ท.พระยาอธิกรณ์ประกาศ อดีต อธิบดีตำรวจ)
    • ต่อมา วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้มีพระบรมราชโองการจัดรูปแบบการปกครองประเทศเป็น “กระทรวงต่าง ๆ”  กรมกองตระเวน จึงถูกจัดมารวมอยู่ใน “กระทรวงนครบาล” พร้อมกับกรมรักษาความสะอาด กรมพระสุรัสวดี และกรมนักโทษ ครั้นถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีพระบรมราชโองการยุบ “กระทรวงนครบาล” ได้รวมเข้ากับ “กระทรวงมหาดไทย” ส่วน “กองกรมตระเวน” ยุบไปรวมกับ “กรมตำรวจภูธร” สังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมตำรวจ”เรื่อยมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่ง เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ ถึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี จนถึงปัจจุบัน ในเวลาต่อมาได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไข ชื่อสถานีตำรวจ และสถานที่ทำการ เกี่ยวกับสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ๒ หลายครั้งด้วยกัน กล่าวคือ
    • ๑.เมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ. ๒๔๘๔ มีประกาศกระทรวงมหาดไทย สั่งยุบรวมสถานีตำรวจนครบาลสามแยก สถานีตำรวจนครบาลสามยอด และสถานีตำรวจนครบาลป้อมปราบ เป็น “สถานีตำรวจนครบาลกลาง”
    • ๒.เมื่อวันที่ ๕ ธ.ค. ๒๔๘๘ มีประกาศกระทรวงมหาดไทย สั่งให้ยุบเลิก สถานีตำรวจนครบาลกลาง เป็นสถานีตำรวจนครบาลกลางเขต ๑ และสถานีตำรวจนครบาลกลางเขต ๒ (สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ๒ ในปัจจุบัน)
    • ๓.เมื่อวันที่ ๑๗ ก.พ. ๒๔๙๑ กระทรวงมหาดไทย ได้มีประกาศให้เปลี่ยนชื่อสถานีตำรวจนครบาลกลางเขต ๑ เป็น สถานีตำรวจนครบาลกลาง และสถานีตำรวจนครบาลกลางเขต ๒ เปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีตำรวจนครบาลสามแยก”
    • ๔.เมื่อวันที่ ๘ มี.ค. ๒๔๙๙ กระทรวงมหาดไทย ได้มีประกาศคำสั่งให้ย้ายสถานีตำรวจนครบาลสามแยกไปรวมกับโรงพักป้อมปราบ ซึ่งมีที่ทำการตั้งอยู่ที่เลขที่ ๔๔๗ ถนนพลับพลาไชย แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร แล้วให้เปลี่ยนชื่อ ดังนี้โรงพักป้อมปราบ เปลี่ยนเป็น สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต ๑โรงพักสามแยก เปลี่ยนเป็น สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต ๒โดยที่ทำการทั้ง ๒ สน. ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นที่ดินบริจาค ขนาดพื้นที่ ๓ ไร่ ๑๕๖ ตารางวง ของ รองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวนิช) เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ ซึ่งขณะนั้นมี พันตำรวจเอก หลวงอดุล เดชจรัส เป็นอธิบดีกรมตำรวจ                             
    • รองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวนิช) แต่เดิมเป็น คนเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ที่มณฑล ตึงตัง อำเภอเตียอัน หมู่บ้านตีอึง โดยท่านได้เดินทางเข้ามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๔ ปี ครั้งที่ ๒ เมื่ออายุ ๑๖ ปี ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ เข้ามาประกอบอาชีพค้าขายจนสร้างโรงสีข้าว ประกอบธุรกิจส่งออก จนมีฐานะมั่นคง ตามประวัติเล่าไว้ว่า ท่านยี่กอฮง ได้มาปลูกบ้านอยู่ที่ย่านพลับพลาไชย หน้าวัดคณิกาผล ท่านยี่กอฮง ได้ประกอบกิจการค้าหลายอย่าง แต่ที่ได้สร้างฐานะให้ท่านจนรุ่งเรืองก็คือ การเป็นเจ้าภาษีโรงต้นกลั่นสุรา โรงบ่อนเบี้ย โรงหวยกอขอ ร.๖ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม และพระราชทานนามสกุลให้ว่า เตชะวนิช (ท่านเป็นต้นของนามสกุล “เตชะวณิช”) ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ท่านจึงมีความคิดที่จะช่วยเหลือประเทศชาติ ด้วยวิธีการหาเงินมาจัดตั้งมูลนิธิ จากการจัดให้มีการเล่นหวยกอขอ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และนำรายได้ มาร่วมใจกันสร้าง “มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง” หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง” ได้สำเร็จ ต่อมาเมื่อมีการออกพระราชบัญญัติเลิกอากรบ่อนเบี้ย และหวยกอขอ ท่านจึงได้หันไปประกอบกิจการค้าอื่น ๆ แต่ปรากฏว่ากิจการเหล่านั้นกลับสร้างหนี้สินเป็นจำนวนมาก ในที่สุดก็ถูกฟ้องเป็นคนล้มละลาย และถูกยึดทรัพย์เป็นของหลวง แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ทั้งการตั้งมูลนิธิ ตั้งโรงเรียน ส่งเสริมการศึกษา ทะนุบำรุงศาสนา ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ ตลอดจนการเก็บศพ ผู้ตายไร้ญาติ ร.๖ จึงโปรดฯ ให้ยี่กอฮงอาศัยอยู่ในบ้านนี้ต่อไปจนตลอดชีวิต หลังจากท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ.๒๔๗๙ บริเวณบ้านของท่านก็ได้ถูกสร้างเป็นสถานีตำรวจพลับพลาไชย ต่อมาจึงได้มีการสร้างศาล “ศาลเจ้าปู่ยี่กอฮง” ขึ้น ที่ชั้นบนสถานีตำรวจพลับพลาไชย ซึ่งในปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นับถือของตำรวจที่นี่และบุคคลทั่วไป โดยผู้คนที่มากราบไหว้นิยมขอในเรื่องของโชคลาภและขอหวยตามความเชื่อในประวัติของท่าน
    • ๕.เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ ด้วยความแออัด ทรุดโทรม ของที่ทำการสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต ๑ และ สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต ๒ จึงได้ทำการทุบที่ทำการเดิม ๔ ชั้น สร้างรูปแบบใหม่เป็นอาคาร ๑๓ ชั้น สร้างแล้วเสร็จปี พ.ศ.๒๕๓๗   โดยจัดเป็นที่ทำการ สน.พลับพลาไชย ๑ – ๒ และอาคารจอดรถ จำนวน ๓ ชั้น ชั้นที่ ๔ เป็นห้องพักชายโสด (กองร้อยรวม) และลานเอนกประสงค์ ชั้น ๕- ๑๓ เป็นห้องพักข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร และชั้นประทวน รวม ๑๕๒ ห้อง แบ่งเป็นของ สน.พลับพลาไชย ๑ จำนวน ๘๑ ห้อง และของ สน.พลับพลาไชย ๒ จำนวน ๗๑ ห้อง
    • .เมื่อวันที่ ๗ ส.ค. ๒๕๔๐ กระทรวงมหาดไทย ได้เปลี่ยนชื่อสถานีตำรวจโดยตัดคำว่า “เขต” ทิ้ง จากสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต ๒ เป็น สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ๒
    • 12x24  2 r
    • ๗.เมื่อวันที่๑๐ ก.พ. ๒๕๕๔ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ สายันประเสริฐ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผกก.สน.พลับพลาไชย ๒ ได้ทำการปรับโฉมหน้าของ สน. รูปแบบใหม่ รวมทั้งจัดทำส่วนบริการประชาชนเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว one stop service โดยตกแต่งสถานที่สวยงาม สะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อบริการประชาชนอย่างครบครัน โดยออกแบบให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสไตล์จีนทันสมัย เพื่อสร้างบรรยากาศเป็นมิตรแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ทำมาค้าขายกันมายาวนาน อันได้ชื่อว่าเป็นย่านชาวจีนของประเทศไทย (China Town of Thailand)

447 ถนนพลับพลาไชย   แขวงป้อมปราบ  เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  กรุงเทพมหานครฯ  10100   โทร. 02-226-2148-52 , 02-222-4881 , โทรสาร 02-225-7434